ความรู้เกี่ยวกับศาลอาญาระหว่างประเทศ ตอนที่ 5

ความรู้เกี่ยวกับศาลอาญาระหว่างประเทศ  

เอกสารฉบับนี้แปลมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษซึ่งเขียนโดยอัยการ เนรี ฆาเวียร์ โคลเมนาเรส (Neri Javier Colmenares) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์การจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศในประเทศฟิลิปปินส์ ต่อมาองค์กร FORUM- ASIA ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนสำคัญในเอเชียและเป็นองค์กรที่เป็นผู้ประสานงาน การเผยแพร่ความรู้เพื่อสนับสนุนการให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมเพื่อการจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศ

แปลโดยคุณสันติ อิศโรวธกุล ผู้ตรวจแก้ วิชัย ศรีรัตน์

 

  

·       อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crime against Humanity )
อาชญากรรมต่อมนุษยชาติเป็นการกระทำความผิดทางอาญาที่ได้รวบรวมไว้ในฐานะที่เป็นตราสาระหว่างประเทศในธรรมนูญของศาลอาชญากรรมสงครามแห่งนูเรมเบิร์ก เมื่อปี 1945 และนับตั้งแต่นั้นมาก็ยอมรับในประชาคมโลกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้ทำให้ชัดเจนขึ้นในฐานะที่เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศภายใต้บทบัญญัติของธรรมนูญกรุงโรมที่ได้จำแนกองค์ความผิดที่ยอมรับกันอยู่เดิมเป็น 3 ลักษณะด้วยกัน ดังนี้
ประการแรก ต้องเป็นการกระทำความผิดใด ๆ ที่เข้าลักษณะเป็นอาชญากรรม เช่น การฆ่าโดยเจตนา จะต้องเป็น “กระทำที่เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีเข่นฆ่าสังหารอย่างแพร่หลายและอย่างเป็นระบบ”
ประการที่สอง จะต้องรู้ว่าเป็นการกระทำต่อเป้าหมายต่อประชากรพลเรือน
ประการที่สาม จะต้องเป็นการกระทำเพื่อให้บรรลุถึงการดำเนินการตาม “นโยบายของรัฐหรือขององค์กร” ด้วยเหตุนี้ การกระทำผิดจึงอาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือโดยบุคคลที่กระทำการตามที่ได้ถูกยุยงปลุกปั่น หรือกระทำการโดยความเห็นชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือของหน่วยงานของรัฐ เช่น กองกำลังพลเรือนติดอาวุธที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม หรือกองกำลังติดอาวุธที่จัดตั้งเป็นหน่วยกึ่งทหาร นอกจากนั้น อาชญากรรมต่อมนุษยชาติอาจจะเป็นการกระทำตามนโยบายขององค์กร เช่น กลุ่มขบถ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับฝ่ายรัฐบาลก็ได้
ธรรมนูญกรุงโรม ครอบคลุมการกระทำความผิดซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ นั่นคือ

·       การฆ่าคนตายโดยเจตนา  

·       การทำลายล้าง ซึ่งรวมถึงการขัดขวางมิให้ประชาชนได้รับอาหารหรือยา ซึ่งเล็งเห็นได้ว่าจะนำไปสู่การทำลายล้างส่วนหนึ่งของประชากร  

·       การบังคับให้ผู้อื่นตกเป็นทาส หรือการใช้อำนาจแห่งความเป็นเจ้าของเหนือบุคคลอื่นรวมทั้งการค้าคน  

·       การบังคับโยกย้ายหรือการเนรเทศประชากร หรือบังคับให้ประชากรต้องย้ายออกจากพื้นที่ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยปราศจากเหตุที่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ  

·       การกักขังจองจำหรือทำให้สูญเสียอิสรภาพทางร่างกายอย่างร้ายแรง ที่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ  

·       การทารุณกรรม ตามนิยามที่ว่า เป็นการจงใจก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรงต่อร่างกายหรือจิตใจต่อบุคคลที่ถูกคุมขัง หรืออยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด

·       การข่มขืน การทำให้ตกเป็นทาสทางเพศ บังคับให้เป็นโสเภณี การบังคับให้ตั้งครรภ์ การบังคับให้ทำหมัน หรือการใช้ความรุนแรงทางเพศในรูปแบบอื่นใดที่เป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงในระดับที่เทียบเคียงกันได้

·       การรังควานกลุ่มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะหรือหมู่คณะที่รวมกันด้วยเหตุผลทางการเมือง เผ่าพันธุ์ ผิวสี ตามชนชาติส่วนน้อย ตามวัฒนธรรมประเพณี ตามความเชื่อศรัทธาทางศาสนา ตามมิติทางเพศ หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม ซึ่งเป็นที่ยอมรับในทางสากลว่า การรังควานดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้ตามกฏหมายระหว่างประเทศหรือบทบัญญัติที่เกี่ยวโยงกับความผิดทางอาญาใดๆ ที่บัญญัติไว้ในธรรมนูญกรุงโรม

·       การบังคับบุคคลให้สูญหาย การจับกุมคุมขัง การกักตัวหรือลักพาตัวบุคคล หรือทำให้บุคคลอื่นสูญเสียอิสรภาพไม่ว่าจะกระทำโดยหน่วยงานของรัฐหรือรู้เห็นแล้วเพิกเฉยของหน่วยงานรัฐ หรือขององค์กรการเมือง เมื่อเกิดกรณีดังกล่าวแล้วยังกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

·       การปฏิเสธไม่รับรู้ต่อบุคคลที่ถูกจับกุมคุมขัง หรือการปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับชะตากรรมของบุคคลที่สูญหายไป โดยมีเจตนาที่จะทำให้บุคคลนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในระยะที่ยาวนาน

·       การเหยียดผิด หรือการกระทำอื่น ๆ อันไร้มนุษยธรรม ภายในบริบทของระบอบที่จัดตั้งเป็นระบบที่กดขี่ข่มแหงและครอบงำความคิดอย่างเป็นระบบ โดยกลุ่มชนอีกชาติพันธุ์หนึ่งที่กระทำต่อกลุ่มชน อีกชาติพันธุ์หนึ่ง โดยเจตนาเพื่อจะดำรงไว้ซึ่งระบอบดังกล่าว

·       การกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยมีเจตนาที่จะก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพกายหรือจิตใจ
การกระทำดังกล่าวข้างต้นถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติได้ ไม่ว่าจะกระทำความผิดได้กระทำลงในยามสงบหรือในยามที่เกิดความขัดแย้งถึงขั้นต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธก็ตาม เนื่องจากไม่มีข้อกำหนดใดๆ ว่าอาชญากรรมต่อมนุษยชาตินั้นเกิดขึ้นเฉพาะแต่ในยามที่เกิดความขัดแย้งถึงขั้นต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธเท่านั้น

 

เกี่ยวกับ teerayaut

จงทำความดี เพื่อวันข้างหน้า..
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ความรู้เรื่องกฎหมาย คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s