หลักการของกฎหมายอวกาศ ตอนจบ

สรุปจากคำบรรรยายของ ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ 

วิชากฎหมายอวกาศ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลักการข้อ B  บอกว่ากฎหมายทั้งหมดนี้พึงเอามาใช้ พึงกระทำภายใต้กฎหมายเหล่านี้ กว้างมาก กว้างจนกระทั่งมอง 2 ด้านได้ กว้างจนกระทั่งคุณทำอะไรได้ เพราะว่าไร้หลักการในสิ่งเหล่านี้กว้างมาก หรือมองอีกด้านหนึ่งก็คือว่ามันกว้างจนกระทั่งคุณทำอะไรต้องระวังไปหมดเลยว่าจะผิดกฎบัญหรือเปล่า จะผิด space treaty หรืออะไรต่างๆ หรือเปล่า  เพราะไปพูดถึงความตกลงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากมายไปหมด ซึ่งไม่ได้บอกอะไรบ้าง  แต่เนื่องจากมันเป็นแค่ principle และมันมาจากซักโซโลชั่นของสมัชชาสหประชาชาติ ตีความอันแรกน่าจะถูกกว่าตีความอันหลัง อาศัยว่ามันกว้างจนกระทั่งทำอะไรก็ได้ไม่ผิดเสียมากกว่า นอกจากว่าคุณจะไปทำอะไรที่ไปยุให้เขาฆ่าล้างเผ่าพันธ์กัน อะไรทำนองอย่างนั้น มันถึงจะเป็นสิ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ถ้าไม่ถึงขนาดนั้นก็ไม่น่าจะเป็นกรณีของการกระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้เพราะมันกว้างมาก

 หลักการข้อ C   เรื่องของสิทธิและผลประโยชน์

 ทุกรัฐมีสิทธิเท่าเทียมกันในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในด้านการออกอากาศโดยตรงทางโทรทัศน์ระหว่างประเทศผ่านดาวเทียม และในการมอบหมายให้กิจกรรมนั้นๆ สามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยบุคคลหรือนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของตนเอง รัฐทุกรัฐและคนทุกเชื้อชาติ ควรจะและมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากกิจกรรมเหล่านั้น ทุกรัฐการจะมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีในด้านนี้โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ภายใต้เงื่อนไขที่อยู่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายตกลงร่วมกัน

เทคโนโลยีนี้มันไม่ได้ลอยอยู่ตรงไหนและทุกคนเอามาได้ แต่มันเป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาขึ้นมา มีการคิดค้นกันขึ้นมามันมีมูลค่ามีราคา เงื่อนไขก็คือมีการทำความตกลง แต่เงื่อนไขนั้นแหละคือสิ่งที่ทำให้ทุกรัฐไม่ได้เข้าถึงเหมือนกันหมด ถ้าประโยคจบที่ว่าทุกรัฐได้เข้าถึงเทคโนโลยีด้านนี้ โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ จบแค่นี้ยุ่งมันเกิดขึ้นไม่ได้ แต่มันไปต่อว่าภายใต้เงื่อนไขรัฐที่ไม่เกี่ยวข้องตกลงกันมาก็คือว่าไม่ตกลงมันก็ใช้ไม่ได้ หรือตกลงได้แค่ไหนมันก็ได้แค่นั้น เพราะว่าประโยคสุดท้ายที่เป็นความฝันไม่ค่อยเป็นจริง ข้อ 1 จะถูกตั้งคำถามว่ามีใช้ทำไม และก็จะถามในข้อเดียวกันว่ามีใช้ทำไม แต่มันมีคำตอบว่ามีใช้ไปทำไม 2 เรื่องเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใช้จดวันนี้ ก็คือเรื่องของ direct broadcasting และ remote sensing 

หลักการข้อ D  หลักการว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศ 

กิจกรรมต่างๆ ในการออกอากาศแพร่ภาพโทรทัศน์โดยดาวเทียมโดยตรงระหว่างประเทศ ว่ากิจกรรมในด้านนี้ควรจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือระหว่างประเทศและควรจะสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศเช่นเดียวกัน และความร่วมมือเช่นนั้นก็ควรที่จะมีรูปแบบการจัดการที่เหมาะสม โดยควรคำนึงถึงเป็นพิเศษคือความต้องการของประเทศกำลังพัฒนา ในการใช้ประโยชน์จากการแพร่ภาพของโทรทัศน์โดยตรงผ่านดาวเทียมระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มพูนการพัฒนาของประเทศนั้นๆ

จะเห็นได้ว่าแม้ในเรื่องของบอกว่าควรจะต้องมีความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่ความร่วมมือระหว่างประเทศดังกล่าวนั้นควรจะมีรูปแบบไหน ก็ไม่ได้บอก เพียงแต่บอกว่าควรจะต้องมีรูปแบบการจัดการที่เหมาะสม ก็ไม่ได้บอกอีกว่าการจัดการที่เหมาะสมนั้นเป็นอย่างไรก็ไปทำกันเอง ก็ปล่อยให้รัฐต่างๆ ไปทำกันเอง แม้บอกว่าให้คำนึงถึงประเทศกำลังพัฒนา ว่าจะใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาเพิ่มพูนการพัฒนาประเทศของประเทศกำลังพัฒนา แต่เอาเข้าจริงแล้วมันเป็นแค่ Principle มันไม่ได้ผลบังคับผูกพันทางกฎหมายกัน 2 ควรคำนึงถึงแล้วเมื่อว่าไม่ได้คำนึงถึงมีใครผิดอะไรไหม ก็ไม่มีใครผิดอะไรอีก  

หลักการข้อ E   เรื่องการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี

หากมีกรณีพิพาทระหว่างประเทศเกิดขึ้นจากกิจกรรมต่างๆ  เหล่านี้ กิจกรรมที่อยู่ภายใต้หลักการนี้ กรณีพิพาทเหล่านั้นก็ควรที่จะหาทางระงับผ่านกระบวนการขั้นตอนการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีที่ตกลงโดยคู่กรณีและสอดคล้องกับหลักการในกฎบัตรของสหประชาชาติ 

หลักการข้อ F   เรื่องของความรับผิดชอบของรัฐ 

1.  บอกว่ารัฐต่างๆ ควรที่จะมีความรับผิดชอบระหว่างประเทศสำหรับกิจกรรมที่ดำเนินการโดยรัฐนั้นๆ ในการแพร่ภาพทางโทรทัศน์โดยตรงผ่านดาวเทียมระหว่างประเทศหรือในกิจกรรมที่ดังกล่าวที่เกิดขึ้นภายใต้เขตอำนาจศาลของตนเอง และควรต้องรับผิดให้กิจกรรมเหล่านั้นสอดคล้องกับหลักการภายใต้มติหลักการฉบับนี้

ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาแล้วเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้วใครรับผิดชอบ ก็รัฐไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นจากกิจกรรมที่รัฐเป็นผู้ทำเอวหรือกิจกรรมที่ตัวแทนของรัฐหรือกิจกรรมที่บุคคล ปัจเจกชน เป็นผู้กระทำ ถ้าหากการกระทำนั้นกระทำภายใต้เขตอำนาจศาลหรืออำนาจอธิบไตยของรัฐนั้นๆ รัฐนั้นต้องรับผิดชอบระหว่างประเทศ ส่วนจะรับผิดชอบโดยวิธีการไหนก็คงต้องไปว่ากันตามหลักการกฎหมายระหว่างประเทศ

2. พูดถึงในกรณีที่มันเป็นกิจกรรมแพร่ภาพผ่านดาวเทียมที่กระทำโดยองค์กรระหว่างประเทศที่เป็นภาครัฐ เช่น ITU หรือองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ที่รัฐเป็นภาคีและกิจกรรมเช่นว่านั้นความรับผิดชอบของรัฐตามวรรค 8 เป็นความรับผิดชอบลักษณะเดียวกัน  แต่ว่าความรับผิดชอบดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบที่ตกลงกันทั้งองค์กรระหว่างประเทศและกับรัฐที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นไปด้วย เช่น สมมุติรัฐภาคี 3 รัฐไม่ใช่ทั้งหมดมีสิทธิร่วมกันในกิจกรรมนั้น  ทั้งองค์กรระหว่างประเทศและรัฐ 3 รัฐนั้นโดยเฉพาะที่ต้องรับผิดชอบ 

หลักการข้อ G   หลักการว่าด้วยหน้าที่และสิทธิในการปรึกษาหารือ 

บอกว่ารัฐที่ทำการแพร่ภาพหรือเป็นผู้รับสัญญาณภาพจากบริการการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมโดยตรง ซึ่งเป็นบริการที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐทั้งสอง(คือรัฐที่แพร่ภาพและรัฐที่รับภาพ) และได้รับการขอร้องจากรัฐอื่น ทั้งรัฐที่ทำการแพร่ภาพและรัฐที่รับภาพ ซึ่งดำเนินการให้บริการลักษณะเดียวกัน จะต้องมีการหารือซึ่งกันและกันในกิจกรรมการแพร่ภาพเหล่านั้น หมายความว่ารัฐที่ทั้งกระจายเสียงหรือแพร่ภาพและรัฐที่รับที่มีการตกลงกันว่าจะมีการแพร่ภาพและรับ และก็มีอีกรัฐอื่นที่แพร่ภาพและรับ แล้วรัฐอื่นมาขอว่าเมื่อเราทำกิจกรรมเหมือนๆ กัน เราควรที่จะมาปรึกษาหารือกัน เพื่อที่จะไม่ให้กิจกรรมทำนั้นมันทับซ้อนกันหรือมีปัญหาระหว่างกัน รัฐเหล่านั้นมีหน้าที่ที่จะต้องปรึกษาหารือกันเพื่อให้การแพร่ภาพเหล่านั้นสามารถดำเนินการไปได้โดยไม่กระทบกระเทือนกับสิทธิของรัฐอื่น เพราะฉะนั้นข้อ G เรื่องของสิทธิและหน้าที่ในการปรึกษาหารือ หลักใหญ่ๆ ก็คือว่าให้ทำเพื่อที่จะกำหนดให้มีสิทธิและหน้าที่เพื่อที่จะไม่ให้ไปกระทบสิทธิของรัฐอื่นในการบริการในลักษณะเดียวกัน

หลักการข้อ H   เรื่องสิทธิของรัฐเพื่อนบ้านและลิขสิทธิ์ 

 กล่าวถึงว่ารัฐควรจะต้องร่วมมือกันทั้งในระดับทวิภาคีและระดับพหุภาตี เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์และพิทักษ์สิทธิของประเทศเพื่อนบ้าน หรืออาจจะทำในรูปแบบของความตกลงระหว่างรัฐที่เกี่ยวข้องหรือเป็นความตกลงของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนั้นของแต่ละรัฐเช่นเดียวกันนั้นเรื่องการดูแลลิขสิทธิ์และสิทธิเพื่อนบ้านนั้นก็ต้องทำไปโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนาด้วยส่วนที่เหลือคือหลักการข้อ I เป็นเรื่องของการตรวจแจ้งองค์การสหประชาชาติทราบ เมื่อมีข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกันเรื่องก็ควรจะต้องแจ้งให้สหประชาชาติทราบ 

หลักการข้อ J  เรื่องขอการปรึกษาหารือและข้อตกลงระหว่างรัฐ 

รัฐที่จะดำเนินการหรือว่าได้อนุญาตให้ดำเนินการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมระหว่างประเทศ ควรจะต้องแจ้งให้รัฐที่ต้องรับภาพเหล่านั้นได้รับทราบ โดยไม่ชักช้าและเมื่อรัฐที่สัญญาณนั้นไปตกเขาร้องขอ ให้มีการปรึ่กษาหารือกันเสียก่อน รัฐผู้ดำเนินการแพร่ภาพก็ควรจะดำเนินการปรึกษาหารือกับรัฐที่รับภาพ

พูดถึงว่าการแพร่ภาพเหล่านี้ก็ควรคำนึงถึงความตกลงต่างๆ ภายใต้ ITU (สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ) เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าในเรื่องของหลักการว่าด้วยการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมระหว่างประเทศ หลักการมันไม่ได้ลงไปชัดเจนในเรื่องอะไรทั้งสิ้น ไม่ได้บอกว่ารัฐต้องทำเช่นนั้นหรือรัฐต้องทำเช่นนี้ มีแต่รัฐควรทำทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นหลักการนี้ง่ายๆ ก็คือว่า ถ้าสรุปประโยคเดียวก็คือว่า ในเรื่องของการแพร่ภาพทางโทรทัศน์โดยตรงผ่านดาวเทียมระหว่างประเทศ รัฐที่เกี่ยวข้องต้องปรึกษาหารือกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐส่งออกอากาศ รัฐที่รับ หรือรัฐที่เกี่ยวข้องลักษณะใดก็ตาม ควรจะทำด้วยการปรึกษาหารือซึ่งกันและกัน ควรทำด้วยการคำนึงถึงกันและกัน

……………………………………

เกี่ยวกับ teerayaut

จงทำความดี เพื่อวันข้างหน้า..
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ความรู้เรื่องกฎหมาย คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s