จริยธรรมสื่อมวลชน

ชำแหละ "หลุมดำ" ทุนนิยม "กาสิโน" หายนะวอลล์สตรีตเขย่าโลก ตอนที่ 2
จริย หมายถึง ความประพฤติ กิริยาที่ควรประพฤติ
ธรรม หมายถึง ความถูกต้อง กฎเกณฑ์ คุณความดี คำสั่งสอนในทางศาสนา

จริยธรรมของนักสื่อสารมวลชน หรือของสื่อมวลชน หมายถึง ความประพฤติที่ควร ความถูกต้องที่มีกฎเกณฑ์ของสื่อมวลชนตามแต่ประเภทของงานซึ่งต่างฝ่ายต่างมีจริยธรรมของตนเอง เช่น หนังสือพิมพ์ก็มีสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติทำหน้าที่ดูแลสมาชิกให้ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งได้มีการประกาศใช้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2541

จริยธรรมเป็นเรื่องของความสมัครใจที่จะร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ได้วางไว้เป็นบรรทัดฐาน หรืออีกนัยหนึ่งคือ การชี้แนะให้สื่อมวลชนกระทำในสิ่งที่สมควรกระทำอย่างยิ่งตามหลักจริยธรรมเป็นข้อบังคับ แต่ไม่ใช่กฎหมายแต่อย่างใด ไม่มีบทลงโทษเหมือนกฎหมาย แต่สูงกว่ากฎหมาย กล่าวคือหากมีการฝ่าฝืนข้อบังคับจะถูกลงโทษด้วยความเลื่อมศรัทธาจากสังคม
ท่านอาจารย์เสฐียร พันธรังษี ได้เขียนไว้ในเรื่องจริยธรรม-หนังสือพิมพ์ ตีพิมพ์ในวารสารศาสตร์ของคณะวารสารศาสตร์ ครบรอบ 15 ปี ได้อธิบายคุณลักษณะที่ดีของหนังสือพิมพ์ไว้ว่า (ซึ่งต่อไปนี้หากพูดถึงหนังสือพิมพ์ อาจหมายถึงสื่อมวลชนก็ได้)
1. มีความเป็นมหาวิทยาลัยที่ดี
คือ เป็นแหล่งที่ให้ความรู้ ความคิดโดยถูกธรรม และที่สำคัญต้องเป็นผู้นำทางความคิดให้แก่สังคม มีข้อน่าคิดว่าที่ผ่านมาก่อนที่ประเทศไทยจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในช่วง 2-3 ปี สังคมได้รับสัญญาณเตือนภัยจากหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนน้อยมาก หากมีสัญญาณเตือนก็จะเป็นสัญญาณที่แผ่วเบาเหลือเกิน
2. มีความเป็นโรงทานที่ดี
คือ เป็นแหล่งให้ความเมตตากรุณาแก่ผู้ที่มีทุกข์ทั้งปวง หนังสือพิมพ์จะอยู่ในฐานะเป็นผู้ให้ เช่น
– ให้ความรู้ ให้ข่าวสาร ความบันเทิง ให้น้ำใจไมตร ให้การยกย่องสรรเสริญ
– ให้ความสำคัญแก่เด็ก สตรี คนด้อยโอกาส
– ให้สติแก่สังคม
– ให้ความดับทุกข์
หากมองตามสภาพของสังคม ยามใดรัฐบาลบริหารล้มเหลว มีการทุจริตคอรัปชั่น ข้าราชการรังแกชาวบ้าน สังคมอมทุกข์และปัญหาต่างๆ หนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนนี่แหละจะแฉโพยและวิจารณ์เรื่องที่กล่าวอย่างรุนแรง ทำให้รัฐบาลมองสื่อมวลชนอย่างไม่เข้าใจและเป็นฝ่ายตรงข้ามเสมอมา ยกเว้นสังคมที่ยังเข้าใจว่าหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนเป็นมิตร และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางสังคม สังคมรู้ว่าสื่อมวลชนให้สิ่งที่สังคมขาด ช่วยปลดทุกข์เมื่อสังคมมีทุกข์

แม้ว่าผู้ปลดทุกข์ให้แก่สังคมนั้นมีทุกข์ไม่ต่างไปจากปุถุชนทั่วไปในสังคม ในอดีตบางครั้งต้องต่อสู้กับอำนาจรัฐ อิทธิพล จนผู้ต้อสู้ต้องตายหรือถูกปิดกิจการ แต่หนังสือพิมพ์ต้องสู้ เพื่อนำความชอบธรรมคืนสู่สังคม และโดยเหตุผลทางจริยธรรมของวิชาชีพที่ต้องทำตามพันธะ หน้าที่ความรับผิดชอบ
สังคมเริ่มตั้งคำถามในเรื่อง “สิทธิเด็กในอุ้งมือเหยี่ยวข่าว” ถูกละเมิดอยู่เป็นประจำ และในอีกหลายๆ เรื่อง ล้วนแต่มีผลกระทบต่อจริยธรรมทั้งสิ้น ซึ่งประเด็นในเรื่องจริยธรรมของหนังสือพิมพ์ในข้อที่ 6 “หนังสือพิมพ์ต้องแสดงความพยายามในการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย” ในข้อ 15 “ในการเสนอข่าวหรือภาพใดๆ หนังสือพิมพ์ต้องคำนึงมิให้ล่วงละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลที่ตกเป็นข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องให้ความคุ้มครองอย่างเคร่งครัดต่อสิทธิมนุษยชนของเด็ก สตรีและผู้ด้อยโอกาส

ในการเสนอข่างตามวรรคแรก ต้องไม่เป็นการซ้ำเติมความทุกข์หรือโศกนาฏกรรมอันเกิดแก่เด็ก สตรีและผู้ด้อยโอกาสนั้น ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง”

สังคมเครียด สิ้นหวัง ฆ่าตัวตายศพแล้วศพเล่า ที่สื่อมวลชนรายงานข่าว ภาพสาเหตุของการฆ่าตัวตายอย่างละเอียด ส่วนใหญ่มาจากความทุกข์ ความผิดหวัง ไร้ที่พึ่ง ไม่มีงานทำจนขาดสติยั้งคิด ขณะที่เกิดเหตุกาณณ์สื่อถ่ายทอดเรื่องทำนองนี้อย่างละเอียดก่อนที่ผู้เคราะร้ายจะพบจุดจบ ทั้งหน้าหนังสือพิมพ์ หน้าจอโทรทัศน์ แพร่ภาพ แพร่เสียง รวมทั้งสื่ออื่นๆ ด้วย

บางเหตุการณ์เสนอภาพอธิบายเหตุการณ์โทรทัศน์ซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างคนมีสติอย่างภาคภูมิใจทีได้เสนอข่าวคนฆ่าตัวตาย ที่ดูประหนึ่งว่าในขณะนั้นสื่อมวลชนกำลังขาดสติจนสังคมทนไม่ไหว ออกมาถามไถ่ความรับผิดชอบทางจริยธรรมของสื่อมวลชน สื่อมวลชนเสนอข่าวคนฆ่าตัวตายบ่อยครั้ง ทำให้สังคมคิดว่าสื่อกำลังขายเรื่องราวของคนขาดสติ และฆ่าตัวตายอย่างภาคภูมิใจยิ่งกว่าที่จะเอาเวลาไปขุดคุ้ยเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นเสียอีก
ท่านอาจารย์สุภา ได้พูดถึงจริยธรรมว่า

“จริยธรรมของหนังสือพิมพ์เป็นจริยธรรมซึ่งพัวพันแนบแน่นอยู่กับเงื่อนไขทางสังคมและเงื่อนไขทางสังคมและเงื่อนไขทางธุรกิจ ดังนั้น การศึกษาถึงจริยธรรมของหนังสือพิมพ์จึงจะต้องศึกษาจากสถาบันหนังสือพิมพ์…” ซึ่งหมายถึงว่า เราไม่อาจที่แยกจากสังคมและธุรกิจได้ ให้ศึกษาจากสถาบันวิชาชีพเป็นสำคัญ ซึ่งในที่นี้ก็ได้เสนอตัวอย่างมาแล้ว
แม้ว่ากิจการหนังสือพิมพ์ (รวมถึงสื่อมวลชนอื่นด้วย) จะเป็นกิจการที่มีการ “ผลิต” ข่าว ภาพ บทความ บทวิจารณ์ เพื่อหากำไรในเชิงธุรกิจก็จริง แต่ก็เป็นเพียง “สินค้า” อย่างหนึ่ง ซึ่ง “สินค้า” นี้มิใช่สินค้าธรรมดา หากเป็นสินค้าชนิดที่กระทบถึงความรู้รอบและภูมิปัญญาของผู้อ่านทั้งหลาย เป็นสินค้าซึ่งทำให้ผู้อ่านโง่ก็ได้ ฉลาดก็ได้ เลวก็ได้ ดีก็ได้ จึงเป็นความเหมาะสมที่จะต้องใช้จริยธรรมมาเป็นเครื่องกำกับ

ดังนั้น เราจะเห็นว่า ผู้อ่านหรือ “ผู้บริโภคข่าวสาร” ซึ่งมีอยู่กระจัดกระจายอยู่ในประเทศ จะได้รับอิทธิพลจากสื่อมวลชนตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งหลับไป ขณะนี้สังคมผู้บริโภคข่าวสารยังไม่เข้มแข็ง ยังรอการอัดฉีดความคิดอยู่ จึงเป็นจังหวะที่สื่อมวลชนยังมีเวลาตรวจสอบในความรับผิดชอบทางจริยธรรมอยู่ก่อนที่จะถูกชมรม หรือสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอออกมาวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงกว่านี้ ก่อนที่จะจบขอฝากให้ขบคิดอีกสัก 4 เรื่อง
ภาพคนตายไม่ว่าจะต้องตายเหตุใดก็ตาม ที่เสนอเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ เต็มจอโทรทัศน์ถือเป็นการเสนอภาพข่าวที่อุจาดโดยไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของสาธารณชนอย่างถี่ถ้วนหรือไม่
– การเสนอข่าว ภาพหญิงเปลืองกายเกือบหมดของเครื่องดื่มประเภทมึนเมา ไม่ทราบว่าเข้าข่ายลามกอนาจาร หรือแอบแฝงการโฆษณาด้วยหรือไม่
– การเสนอข่าว ภาพเด็กหรือเยาวชนที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา เป็นข้อห้ามทางกฎหมายในทางจริยธรรมครอบคลุมด้วยหรือไม่
– การเป็นผู้พิพากษาตัดสินความถูกผิดข่าว พาดหัวข่าวน่าจะเป็นหน้าที่ของผู้พิพากษามากกว่าเป็นเหตุผลทางจริยธรรมที่ต้องรอบคอบอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้น ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นในบทบาทของสื่อมวลชนกับสังคมในปัจจุบัน

เกี่ยวกับ teerayaut

จงทำความดี เพื่อวันข้างหน้า..
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ความรู้เรื่องกฎหมาย คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s