พระเจ้าอยู่หัวทรงไม่เคยทิ้งราษฎร

2_551000015321301_1
ผมตั้งใจไว้นานแล้วที่จะเล่าเหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้นกับชีวิตผม ที่อยู่ในเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นหน้าที่ประทับตอนที่ในหลวง พระราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์เสด็จไปงานพระราชทานรางวัลครูสอนศาสนาและพระราชทานธงประจำรุ่นของลูกเสือชาวบ้านของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 22 กันยายน 2520

ในวันที่ 21 กันยายน 2520 หลังเลิกเรียนตอนบ่ายสามโมงครึ่ง ผมต้องไปนั่งรอหน้าห้องเรียนพี่สาวเพื่อรอพี่ทำความสะอาดห้องเรียนตามตารางเวรที่ครูประจำชั้นจัดไว้ วันนี้ก็เหมือนวันอื่นๆที่โรงเรียนเปิด เราทั้งสองคนจะขี่จักรยานไปกลับระหว่างบ้านกับโรงเรียน ระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร เส้นทางการเดินทางไปโรงเรียนเป็นประจำจะขับจักรยานผ่านวงเวียนหลักเมือง สนามโรงพิธีช้างเผือก ที่ใช้เป็นทางลัดไปเข้าโรงเรียนด้านประตูหลังของโรงเรียน แต่วันนี้เส้นทางปกติที่จะต้องเดินทางกลับ ภายในสนามโรงพิธีช้างเผือกได้เร่งรีบสร้างเพิงพักของราษฎร เพื่อรอรับการเสด็จมาของในหลวง พระราชินี และพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ในงานพระราชทานรางวัลให้ครูที่สอนในปอเนาะ(โรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม) และ พระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้านของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งโรงเรียนได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าแล้วว่าในวันรุ่งขึ้น (วันที่ 22 กันยายน 2520) จะมีการสอนเพียงครึ่งวัน ตอนบ่ายจะปล่อยนักเรียนกลับบ้าน หรือ ใครต้องการไปเฝ้ารับเสด็จก็ไปที่สนามโรงงพิธีช้างเผือก

เช้าวันนี้วันที่ 22 กันยายน 2520 พ่อบอกว่า ไม่ต้องขับจักรยานโรงเรียนพ่อจะไปส่งเอง ตอนเที่ยงพ่อกับแม่จะไปรับที่โรงเรียน พวกเราจะไปรอรับเสด็จด้วยกัน เที่ยงเที่ยงเราไปก่อนจะได้จับจองพื้นที่รอรับเสด็จในมุมที่เราทุกคนได้มองเห็นทุกพระองค์ได้ชัดเจนและใกล้ชิดเมื่อทุกพระองค์ได้เสด็จผ่านมา

การเรียนวันนี้ผมกระวนกระวายใจจนไม่มีสมาธิกับการเรียน เมื่อไรจะเที่ยงสักที่ มองออกไปนอกหน้าต่างบ่อยครั้งจนครูดุ ครูถามฉันว่าใจลอยไปถึงไหน ผมตอบครูทันที่ว่า “ใจลอยไปถึงสนามช้าง(สนามโรงงพิธีช้างเผือก) “เพื่อนในชั้นเรียนต่างหัวเราะเสียงดัง แต่ต่อมาเพื่อนทุกคนในชั้นต่างพูดกันเสียงดังว่า เที่ยงนี้จะรอรับเสด็จ เสียงดังตามประสาเด็กๆ

เป็นประจำทุกครั้งหากทุกพระองค์เสด็จมาที่จังหวัดยะลา หากไม่ไกลจากบ้านมากนัก พ่อกับแม่จะพาผมและพี่น้องทุกคนไปรอรับเสด็จเสมอ

เที่ยงแล้วเสียงระฆังดังเป็นสัญญาณ ผมเร่งรีบเก็บกระเป๋า วันนี้ครูอนุญาตไม่ต้องทำความสะอาดห้องเพื่อเปิดโอกาสให้รีบไปจับจองที่นั่งเพื่อรอรับเสด็จพร้อมกับบางคนที่ต้องการกลับบ้าน ผมรีบไปจุดนัดพบกับพ่อหน้าโรงเรียน ซึ่งแม่กับพี่สาวนั่งรออยู่ในรถแล้ว พ่อตะโกนบอกให้รีบขึ้นมา พ่อต้องรีบไปทำหน้าตามที่ทางจังหวัดมอบหมายในวันนี้ ด้วยเหตุเช่นนี้รถยนต์ของเราจึงมีบัตรพิเศษที่สามารถเข้าไปจอดรถในที่เฉพาะได้

ถึงสนามโรงพิธีช้างเผือก แม่พาพวกเราไปที่แม่หมายตาจะนั่งรอเฝ้าเสด็จ เรามาช้าไปไม่มีพื้นที่ว่างในที่เพิงที่มีหลังคากันแดดไปเสียแล้ว เลยต้องมานั่งด้านขวาของด้านข้างปะรำพิธีที่ประทับของทุกพระองค์ โชคดีวันนั้นอากาศไม่ร้อน ด้วยมีเมฆลอยมาบังแดดเสียด้วยซ้ำ ตรงที่พวกเรานั่งเลยไม่ร้อนเท่าไร

ในช่วงที่รอการเสด็จของทุกพระองค์ โฆษกทางจังหวัดยะลาได้เตรียมซักซ้อมหมายกำหนดการในพระราชพิธีต่าง เหล่าวิทยากรลูกเสือชาวบ้านก็ขับร้องเพลงปลุกใจ เพลงลูกเสือ เพลงรำวง ซึ่งเพลงเหล่านี้มันจะช่วยในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นเวลาต่อมา

เวลาบ่ายสามโมง เสียงเตือนจากโฆษกในงานพระราชพิธีประกาศบอกให้ราษฎรที่รอรับเสด็จให้ทราบว่า ขณะนี้ขบวนเสด็จของในหลวง พระราชินี และพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์มาถึงวงเวียนหอนาฬิกาแล้ว ให้เตรียมตัวยืนขึ้นรอรับเสด็จได้แล้ว

ขบวนรถพระที่นั่งมาถึงบริเวณสนามโรงงพิธีช้างเผือก เสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีถูกบรรเลงขึ้นจากวงโยธาวาทิต ทุกพระองค์เสด็จมาถึงแล้ว จากนั้นเสด็จเข้าประทับในปะรำพิธี เสียงตะโกนทรงพระเจริญดังมาจากเหล่าลูกเสือชาวบ้านที่รอรับพระราชทานธงประจำรุ่นฯ “ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ”

ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลากราบบังคมทูลถวายรายงาน และเบิกครูสอนศาสนา(ครูปอเนาะ)เข้ารับพระราชทานรางวัล จากนั้น เบิกตัวประธานรุ่นลูกเสือชาวบ้านเข้ารับพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งเป็นไปตามหมายกำหนดการ

เวลา 15:45 น. เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น ได้เกิดเสียงดังขึ้นจากบริเวณเพิงทีพักของราษฎรที่เฝ้ารอรับเสด็จ ราษฎรที่อยู่ในบริเวณนั้น ต่างลุกขึ้นหนี มีคนตะโกนเสียงดังว่า “เกิดระเบิด เกิดระเบิด มีคนเจ็บด้วย”

ณ.วินาทีนั้น ผมหันไปมองตรงที่ปะรำพิธีซึ่งเป็นที่ประทับของทุกพระองค์ ภาพที่ผมได้เห็นคือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์เสด็จมายืนอยู่เคียงข้างในหลวงและพระราชินี พระราชพิธีก็หยุดชะงักลง เวลาผ่านไปอีกไม่นาน เสียงดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้เสียงจะอยู่ไกลจากคราวแรก ราษฎรที่รอเฝ้ารับเสด็จก็ตะโกนเสียงดังอีกครั้งว่า “ระเบิดลูกที่สอง “ ผมก็มองไปยังที่ทุกพระองค์ประทับอยู่ พร้อมหันไปทางสถานทีเกิดระเบิดทั้งสองหนสลับกันไปมา

ภาพที่ไม่เชื่อสายตาปรากฎขึ้น เมื่อมองไปยังพระองค์ ทรงยืนสงบนิ่ง ไม่นานพระองค์ท่านรับสั่งเรียกวิทยากรลูกเสือชาวบ้านมาเข้าเฝ้าตรงที่ในหลวงประทับยืน พระองค์ทรงรับสั่งอะไร ผมไม่ทราบได้ แต่ไม่นาน สิ่งที่ทุกคนที่อยู่ช่วงเวลาระส่ำระสายได้สติและสงบขึ้น ด้วยเสียงเพลงปลุกใจ เพลงลูกเสือ และเพลงรำวง จากเหล่าวิทยากรลูกเสือชาวบ้าน นั้นคงเป็นสิ่งที่ในหลวงทรงต้องการให้เกิด เพื่อลดความตรึงเคลียด ราษฎรสงบและได้สติกลับคืนมา จากนั้นไม่นาน ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์เสด็จลงมาตรงที่วิทยากรลูกเสือชาวบ้านกำลังร้องเพลง และทรงร่วมร้องเพลงด้วย นั้นคือครั้งแรกที่ได้ผมยินเสียงเพลงสดสดจากฟ้าหญิงจุฬาภรณ์

เหตุการณ์ความวุ่นวายได้เริ่มเข้าสู่ความสงบ เจ้าหน้าที่เริ่มจัดส่งผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลยะลา จากนั้นเจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที ตรวจสอบไม่มีวัตถุระเบิดหลงเหลือในพื้นที่อีกแล้ว พระราชพิธีที่หยุดชะงักก็เริ่มก็กลับสู่ตามกำหนดเดิม ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงเสด็จขึ้นปะรำพิธีอีกครั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลากลับเข้าประจำตำแหน่งถวายรายงานเบิกประธานรุ่นลูกเสือชาวบ้านที่ยังไม่ได้ขึ้นรับพระราชทานธงประจำรุ่นฯเข้าพระราชทานธงฯจนที่เหลือหมดสิ้น

เมื่อพระราชพิธีต่างๆตามหมายกำหนดการเสร็จสิ้น ในหลวง พระราชินี และพระเจ้าลูกเธอทั้งสอง ก็ลงมาจากปะรำพิธี ได้ยินเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีจากวงโยธาวาฑิตดังขึ้น ตอนแรกกผมนึกว่าทุกพระองค์คงจะเสด็จกลับแล้ว แต่เหตุการณ์ไม่เป็นดั่งที่นึกคิด ทุกพระองค์เดินตรงไปเพิงพักของราษฎรที่อยู่รายล้อมรอบสนามโรงพิธีช้างเผือกเพื่อเยี่ยมราษฎรยังเฝ้ารอรับเสด็จอยู่

ตอนนั้นผมเป็นเด็กอยู่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม อะไรเกิดขึ้น ใครทำไมต้องมาสร้างเหตุการณ์ร้าย แต่สิ่งที่ปรากฎต่อสายตาผมตอนนั้น คือทุกพระองค์ได้เสด็จไปตรงจุดที่ระเบิดเกิดขึ้นเมื่อชั่วโมงก่อน เหมือนทุกพระองค์ไม่ทรงเกรงกลัวอันตรายเกิดขึ้นกับพระองค์หรือไง การเยี่ยมเยือนราษฎรกว่าสามหมื่นคนที่รอรับเสด็จในวันนั้นสำคัญกว่าความปลอดภัยของพระองค์หรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่อีกไม่นานภาพที่ผมเห็นคือทุกพระองค์มายืนประทับอยู่ตรงหน้าผมแล้ว ผมเห็นสีหน้าพระองค์เต็มไปด้วยความพระเมตตาต่อราษฎรทุกคน จนใกล้เวลาสิบแปดนาฬิกาทุกพระองค์ก็เสด็จกลับ ซึ่งล่าช้ากว่าหมายกำหนดเดิมกว่าชั่วโมง

หลังจากที่พระองค์เสด็จกลับ ราษฎรต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน เวลาผ่านไปสักครึ่งชั่วโมง มีเสียงเล่าลือขึ้นว่า ทุกพระองค์ไม่ได้เดินทางกลับไปยังพระตำหนักทักษิณราชนิเวศ แต่ทุกพระองค์ทรงเสด็จไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิดที่ โรงพยาบาลยะลา ทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลยะลา ไม่ได้เตรียมตัวจะรับเสด็จแต่อย่างใด ในหลวง พระราชินี พระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์จะเสด็จมายังโรงพยาบาลโดยไม่มีในหมายกำหนดการ ทำให้คณะแพทย์เวร พยาบาลเวร คนป่วยที่นอนรักษาตัว ราษฎรผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการรณ์ระเบิด ญาติของคนป่วย และราษฎรที่อาศัยใกล้โรงพยาบาลที่ทราบข่าวต่างรีบมาเฝ้ารับเสด็จในบริเวณโรงพยาบาล เป็นที่ปลื้มปิติที่ทุกพระองค์เสด็จมาเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บถึงโรงพยาบาล กว่าชั่วโมงสิบห้านาทีที่ทุกพระองค์ประทับอยู่ในโรงพยาบาลยะลาเป็นสิ่งที่ไม่ลืมเลื่อมจากความทรงจำ ต่างกล่าวถึงว่า “เป็นบุญของคนไทยที่พระมหากษัตริย์ของไทยทรงห่วงใยราษฎรของพระองค์ ”……..

ภายหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นสองสามวัน สำนักงานแถลงข่าวรัฐบาลได้แถลงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้

ขณะเกิดเหตุเวลา 15:45 น. ของวันที่ 22 กันยายน 2520 ขณะที่พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ประทับบนปะรำพิธีในบริเวณสนามโรงพิธีช้างเผือก จังหวัดยะลา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลากำลังกราบบังคมทูลถวายรายงานการพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน ได้เกิดเสียงระเบิดขึ้นสองครั้งทางด้านหลังปะรำพิธีในกลุ่มราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จ ซึ่งมีทั้งสินในวันนั้นประมาณสามหมื่นคนเศษ ระเบิดครั้งแรกไกลจากปะรำพิธีประมาณ 55 เมตร ระเบิดครั้งที่สองในช่วงเวลาห่างกันเพียงเล็กน้อย ไกลจากปะรำพิธีที่ประทับประมาณ 110 เมตร ผลจากการระเบิดทั้งสองครั้ง ทำให้ราษฎรได้รับบาดเจ็บทั้งสิน 47 คน ในจำนวนนั้นมีผู้บาดเจ็บสาหัส 5 คน

เมื่อเกิดระเบิดขึ้น พิธีชะงักไปเล็กน้อย แต่แล้วก็ทรงประกอบพระราชพิธีไปจนเสร็จ แล้วได้เสด็จเยี่ยมเยี่ยนราษฎรที่มาเฝ้ารับเสด็จอยู่ตามปะรำพิธี จนถึงเวลาประมาณ 17:40 น. จึงเสด็จออกจากสนามโรงพิธีช้างเผือก ระหว่างทางเสด็จพระราชดำเนินกลับ ได้ทรงแวะเยี่ยมราษฎรที่ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาลยะลา ตั้งแต่เวลา 18:00 น. ถึง 19:14 น.

ภายหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสองสามวัน สมเด็จพระนางเจ้าฯมีพระราชดำรัสว่า” พระองค์จะเสด็จกลับไปยะลาอีก แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น พระองค์ไม่ทรงได้รับอันตรายอะไร แต่ทรงเป็นห่วงสองคนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งอาจจะทุพพลภาพได้”

ผมเองไม่ต้องการจะรื้อฟื้นเหตุการณ์นั้นเพื่อหาใครคนทำผิด หรือจะโทษใครที่ถวายอารักขาทุกพระองค์ไม่ดีพอ แต่ต้องการจะป่าวประกาศให้คนไทยทั่วประเทศได้ทราบว่า แม้ในเหตุการณ์ที่สามารถเป็นอันตรายต่อพระชนน์ชีพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ในขณะที่ทรงมีอันตรายทุกพระองค์ทรงมีสติ ทรงเรียกขวัญราษฎรที่ตื่นกลัวอันตรายให้กลับมาคืนสติได้เร็ว ทั้งๆ เหตุการณ์เช่นนี้ หากเกิดขึ้นกับประมุขของประเทศอื่น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ต้องนำตัวผู้นำประเทศเหล่านั้นออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยทันที่แล้ว กำหนดการต่างๆ ต้องยกเลิกทันที่ แต่เหตุการณ์แบบนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ พร้อมเผชิญอันตรายพร้อมกับราษฎรของพระองค์ โดยไม่เสด็จพระราชดำเนินจากไปแต่อย่างใด….

………………..ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน…………………..

เกี่ยวกับ teerayaut

จงทำความดี เพื่อวันข้างหน้า..
ข้อความนี้ถูกเขียนใน ประวัติศาสตร์ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

3 ตอบกลับที่ พระเจ้าอยู่หัวทรงไม่เคยทิ้งราษฎร

  1. สุริยัน พูดว่า:

    ขอบคุณมากครับที่แบ่งปัน พี่ทำให้ผมลึกซึ้งในพระมหากรุฯาธิคุณมากครับ ที่สำคัญเหตุการณ์ยังเล่าออกมาจากความรู้สึกจริงๆ
    มีคุณค่ามากครับ

  2. พรทิพย์ พูดว่า:

    เป็นคนนึงที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ขณะนั้นอายุเพียง 10 ขวบ พระราชินีถามว่า ก้มลงมาถามเด็กคนนึงว่า”คอยนานมั้ยจ๊ะ หน้าแดงหมดเลย ” พระราชินีใส่ชุดสีม่วง กางร่มสีม่วง จำได้ดี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s